ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 3
ตอนที่ 3: แดนเนรเทศสีเลือด และเปลวเพลิงที่ปฏิเสธความตาย
ความรู้สึกแรกหลังจากแสงสว่างวาบกลืนกินทุกสิ่ง คือความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของหิมะหรือน้ำแข็งตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวเหน็บของ "ความว่างเปล่า" ที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งกาลเวลา และไร้ซึ่งความหวัง
อารัน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าของเขาพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นท้องฟ้าที่ไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอย่างที่คุ้นเคย แต่มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกข้นคลั่ก ไร้ซึ่งดวงดาวหรือดวงอาทิตย์ มีเพียงปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้าที่ดูคล้ายกับวงแหวนสีเพลิงขนาดมหึมา ซึ่งมีลำแสงสีแดงเข้มพุ่งเฉียงขึ้นไปทางขวาบน (สัญลักษณ์ ♂ ของดาวอังคาร) ส่องแสงริบหรี่ราวกับกำลังเย้ยหยันผู้ที่ตกลงมาสู่ห้วงเหวแห่งนี้
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เกราะรูปเขาแกะที่ไหล่ของเขาแตกร้าว ดาบศิลาลาวาคู่กายแหลกสลายไปในแรงระเบิด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้และบาดแผลจากการฝืนรีดเร้นพลังงานเตาปฏิกรณ์ในตัวจนเกินขีดจำกัด เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิเพื่อสำรวจกระแสเวทมนตร์ในร่างกาย เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตระหนก... "เตาปฏิกรณ์เวทมนตร์" ที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในอกของเขา บัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟก้อนเล็กๆ ที่ริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด
สภาพแวดล้อมรอบกายคือดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเสาหินออบซิเดียนสีดำขลับที่พุ่งทะลุทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ซากปรักหักพังของวิหารโบราณกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบัลลังก์หินที่แตกสลายเหล่านั้น ถูกสลักลวดลายหัวของแกะภูเขาที่ดุดัน (สัญลักษณ์ของไพ่ The Emperor และราศีเมษ) ซ่อนอยู่ตามหัวเสาและฐานราก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ก่อนที่จะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
"ที่นี่มัน... มิติเบื้องหลังรอยแยกงั้นรึ..." อารันพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและกลืนหายไปในความเงียบสงัด
สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่น่าสิ้นหวังที่สุด การติดอยู่ในมิติปิดตาย ไร้ทางออก ไร้พลัง และไร้ซึ่งอาวุธ แต่สำหรับชายผู้มีสายเลือดแห่งจอมทัพผู้ริเริ่มอย่างอารัน คำว่า "จุดจบ" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา สถานการณ์ที่เลวร้ายขีดสุดเช่นนี้ ไม่ใช่หลุมพรางที่จะฝังเขาให้ตายทั้งเป็น แต่มันคือ "บททดสอบแห่งมหึมา" (Epic Trial) ที่จักรวาลส่งมาเพื่อทุบตีและหล่อหลอมเหล็กกล้าในตัวเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
"สภาเวทมนตร์คิดจะใช้ข้าเป็นแบตเตอรี่เพื่อเปิดประตูมิตินี้สินะ..." อารันแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นยืนบนขาทั้งสองข้าง แม้กล้ามเนื้อจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด "พวกมันคิดผิดแล้วที่ส่งความตายมาให้ข้า เพราะข้าคือคนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าความตายหน้าตาเป็นยังไง!"
อารันหลับตาลง ดึงสติและสมาธิทั้งหมดกลับมาที่แกนกลางของร่างกาย แม้เตาปฏิกรณ์จะเหลือเพียงถ่านแดงๆ แต่ไฟก็คือไฟ ตราบใดที่ยังมีประกาย มันย่อมสามารถลุกลามเป็นมหัคฆีภัยได้เสมอ เขาเริ่มใช้ความตั้งใจอันแรงกล้า บังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดที่ผสมผสานกับความมุ่งมั่น ไหลเวียนไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่
ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจของเขาเริ่มประสานกับจังหวะการเต้นของความร้อนในอก อุณหภูมิในร่างกายที่เคยเย็นเยียบเริ่มพุ่งสูงขึ้น แม้จะยังไม่กลับไปเป็นเตาปฏิกรณ์ระดับควอนตัมอย่างที่เคยเป็น แต่มันก็มากพอที่จะสร้างไอร้อนบางๆ คลุมรอบกำปั้นทั้งสองข้างของเขา การตัดสินใจที่รวดเร็วและการไม่ยอมจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดของราศีเมษ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ฟื้นฟูพลังงานไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องสะท้อนมาจากซากวิหารเบื้องหน้า
เงาดำสามร่างปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันแห่งความว่างเปล่า พวกมันคือ ตุลาการดารา ทั้งสามคนที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกับเขา ทว่าสภาพของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดมนุษย์ ผิวหนังกลายเป็นเปลือกแข็งสีม่วงเข้มที่สลักลวดลายของ Void Core ใบหน้าของพวกเขาไม่มีดวงตาหรือจมูก มีเพียงรอยแยกที่เปล่งแสงสีม่วงชั่วร้ายออกมา พวกเขาถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์และกลายเป็น "อัศวินแห่งความว่างเปล่า" (Void Knights) หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ
"ผู้บุกรุก... พลังงาน... เชื้อเพลิง... ต้องกำจัด..." เสียงแหบพร่าที่ฟังดูคล้ายเสียงสะท้อนจากก้นเหวดังออกมาจากร่างของพวกมันพร้อมกัน
พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง อัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวแรกพุ่งเข้าหาอารันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนเป็นมนุษย์หลายเท่า ดาบเล่มใหญ่ที่สร้างจากสสารมืดถูกเงื้อขึ้นและฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของอารันให้ขาดเป็นสองท่อน
ทว่า อารันผู้ซึ่งไร้อาวุธ กลับไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!
ความเป็นผู้นำทัพสายลุยไม่เคยสอนให้เขารอรับการโจมตี ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบแห่งความว่างเปล่าจะสัมผัสตัว เขาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่เข่าของศัตรูอย่างแรงจนมันเสียหลัก จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไปรวมไว้ที่หมัดขวา!
"ไฟแค่นี้ก็พอจะเผาพวกสวะอย่างแกแล้ว!"
อารันกระแทกหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงเข้าที่กลางอกของอัศวินแห่งความว่างเปล่าอย่างจัง
เปรี้ยง!!
แม้พลังของเขาจะลดลง แต่มวลความร้อนที่ถูกบีบอัดในระยะประชิดก็ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อม เปลือกแข็งสีม่วงดำแตกร้าว พลังงานความร้อนพุ่งทะลวงเข้าไปเผาผลาญสสารมืดภายใน ร่างของอัศวินตัวแรกกระเด็นถอยหลังไปชนเสาหินออบซิเดียนจนหักโค่น แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น อัศวินอีกสองตัวพุ่งเข้ามาขนาบข้างพร้อมกัน คลื่นความเย็นยะเยือกของมิติว่างเปล่าพุ่งเข้ามากดดันจนเปลวไฟที่กำปั้นของอารันแทบจะดับวูบ
อารันกัดฟันแน่น เขาต้องคิดให้เร็วกว่านี้ เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับมอนสเตอร์ระดับนี้เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาพลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดไขว้กันเป็นรูปกากบาท ก่อนจะคว้าเศษหินแหลมคมที่กระเด็นอยู่บนพื้นขึ้นมา บีบอัดความร้อนลงไปในก้อนหินนั้นจนมันกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเหล็กที่เพิ่งออกจากเตาหลอม แล้วปาเข้าใส่รอยแยกบนใบหน้าของอัศวินตัวที่สองอย่างแม่นยำ
ฉึก! ก๊าซซซซ!!
มอนสเตอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลวงเข้าไปในสมองประดิษฐ์ของมัน อารันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาใช้ร่างของอัศวินตัวที่สองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ พลังงานธาตุไฟที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนแห่งการเอาชีวิตรอดเริ่มลุกโชนขึ้นอีกระดับ เตาปฏิกรณ์ในอกของเขาส่งเสียงครางฮึ่มราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังถูกเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่
"แกคิดว่าความมืดของที่นี่จะดับไฟข้าได้งั้นเหรอ?" อารันตะโกนลั่นขณะลอยอยู่เหนือหัวอัศวินตัวสุดท้าย "ผิดแล้ว! ความมืดต่างหากที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟของข้าสว่างไสวที่สุด!"
เขาทิ้งตัวลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่ส้นเท้า ฟาดฟาดลงกลางกระหม่อมของอัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวสุดท้าย แรงปะทะรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองสีม่วงดำลอยคลุ้งไปในอากาศ
อารันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบจะถึงขีดจำกัด แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาทำสำเร็จ เขาสามารถเอาชีวิตรอดในสภาพที่แทบจะไร้พลังได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ละอองสีม่วงดำที่เกิดจากการตายของอัศวินทั้งสาม กลับไม่ได้สลายหายไป มันเริ่มหมุนวนและพุ่งเข้าหาตัวอารันอย่างรวดเร็ว!
"อะไรกันอีเนี่ย!" อารันพยายามจะปัดป้อง แต่มันสายเกินไป ละอองความว่างเปล่าซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง
ทว่า แทนที่มันจะกัดกินร่างกายเขาอย่างที่ตุลาการดาราโดน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอกของอารันกลับตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไป พลังงานแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในแกนกลางของเตาเพลิง ถูกหลอมละลาย ย่อยสลาย และแปรเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิงบริสุทธิ์" พลังงานมหาศาลไหลทะลักกลับเข้ามาในเส้นเลือดของอารัน เปลวไฟที่เคยเป็นสีส้มแดง บัดนี้ถูกเคลือบด้วยประกายสีม่วงเข้ม มันคือพลังงานผสมผสานที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม!
"นี่มัน... ฮ่าๆๆ! ขอบใจสำหรับเสบียงเว้ย สภาเวทมนตร์!" อารันหัวเราะร่วน เขารู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นจนแทบจะระเบิดออกมา การพลิกวิกฤตให้เป็นพลังคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของผู้นำสายลุย
เมื่อพลังฟื้นคืน อารันก็พร้อมที่จะสำรวจนรกขุมนี้ต่อ เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปูด้วยซากปรักหักพัง มุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังยอดเขาออบซิเดียนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิติ ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่พลังของ Void Core ธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด
เมื่ออารันก้าวพ้นโขดหินก้อนสุดท้ายและไปถึงจุดสูงสุด ภาพเบื้องล่างและเบื้องหน้าทำเอาดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที
เบื้องล่างอีกฝั่งของภูเขา คือหุบเหวขนาดมโหฬารที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ภายในหุบเหวนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเรียงรายไปด้วย "รังไหม" สีม่วงดำนับล้านๆ ใบ! ภายในรังไหมแต่ละใบคือมอนสเตอร์โกเลมและอัศวินแห่งความว่างเปล่าที่กำลังหลับใหล รอคอยการตื่นขึ้น นี่คือกองทัพแห่งการทำลายล้างที่สภาเวทมนตร์แอบซ่อนไว้เตรียมเพื่อทำสงครามล้างบางผู้ต่อต้านทั้งหมด!
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอารันเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่กองทัพนับล้าน... แต่เป็นบัลลังก์ศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวนั้น บนบัลลังก์ มีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสวมชุดเกราะที่เหมือนกับของอารันทุกประการ ถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีความร้อนจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว
และเมื่อร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารัน นัยน์ตาสีเพลิงคู่เบื้องหน้าก็คือดวงตาของเขาเอง... ทว่ามันเป็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและการทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัด
"มาช้าจังเลยนะ... ตัวข้าอีกคน" เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนกับเสียงของอารันราวกับฝาแฝด ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
ตอนที่ 3: แดนเนรเทศสีเลือด และเปลวเพลิงที่ปฏิเสธความตาย
ความรู้สึกแรกหลังจากแสงสว่างวาบกลืนกินทุกสิ่ง คือความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของหิมะหรือน้ำแข็งตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวเหน็บของ "ความว่างเปล่า" ที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งกาลเวลา และไร้ซึ่งความหวัง
อารัน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าของเขาพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นท้องฟ้าที่ไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอย่างที่คุ้นเคย แต่มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกข้นคลั่ก ไร้ซึ่งดวงดาวหรือดวงอาทิตย์ มีเพียงปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้าที่ดูคล้ายกับวงแหวนสีเพลิงขนาดมหึมา ซึ่งมีลำแสงสีแดงเข้มพุ่งเฉียงขึ้นไปทางขวาบน (สัญลักษณ์ ♂ ของดาวอังคาร) ส่องแสงริบหรี่ราวกับกำลังเย้ยหยันผู้ที่ตกลงมาสู่ห้วงเหวแห่งนี้
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เกราะรูปเขาแกะที่ไหล่ของเขาแตกร้าว ดาบศิลาลาวาคู่กายแหลกสลายไปในแรงระเบิด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้และบาดแผลจากการฝืนรีดเร้นพลังงานเตาปฏิกรณ์ในตัวจนเกินขีดจำกัด เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิเพื่อสำรวจกระแสเวทมนตร์ในร่างกาย เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตระหนก... "เตาปฏิกรณ์เวทมนตร์" ที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในอกของเขา บัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟก้อนเล็กๆ ที่ริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด
สภาพแวดล้อมรอบกายคือดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเสาหินออบซิเดียนสีดำขลับที่พุ่งทะลุทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ซากปรักหักพังของวิหารโบราณกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบัลลังก์หินที่แตกสลายเหล่านั้น ถูกสลักลวดลายหัวของแกะภูเขาที่ดุดัน (สัญลักษณ์ของไพ่ The Emperor และราศีเมษ) ซ่อนอยู่ตามหัวเสาและฐานราก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ก่อนที่จะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
"ที่นี่มัน... มิติเบื้องหลังรอยแยกงั้นรึ..." อารันพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและกลืนหายไปในความเงียบสงัด
สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่น่าสิ้นหวังที่สุด การติดอยู่ในมิติปิดตาย ไร้ทางออก ไร้พลัง และไร้ซึ่งอาวุธ แต่สำหรับชายผู้มีสายเลือดแห่งจอมทัพผู้ริเริ่มอย่างอารัน คำว่า "จุดจบ" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา สถานการณ์ที่เลวร้ายขีดสุดเช่นนี้ ไม่ใช่หลุมพรางที่จะฝังเขาให้ตายทั้งเป็น แต่มันคือ "บททดสอบแห่งมหึมา" (Epic Trial) ที่จักรวาลส่งมาเพื่อทุบตีและหล่อหลอมเหล็กกล้าในตัวเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
"สภาเวทมนตร์คิดจะใช้ข้าเป็นแบตเตอรี่เพื่อเปิดประตูมิตินี้สินะ..." อารันแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นยืนบนขาทั้งสองข้าง แม้กล้ามเนื้อจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด "พวกมันคิดผิดแล้วที่ส่งความตายมาให้ข้า เพราะข้าคือคนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าความตายหน้าตาเป็นยังไง!"
อารันหลับตาลง ดึงสติและสมาธิทั้งหมดกลับมาที่แกนกลางของร่างกาย แม้เตาปฏิกรณ์จะเหลือเพียงถ่านแดงๆ แต่ไฟก็คือไฟ ตราบใดที่ยังมีประกาย มันย่อมสามารถลุกลามเป็นมหัคฆีภัยได้เสมอ เขาเริ่มใช้ความตั้งใจอันแรงกล้า บังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดที่ผสมผสานกับความมุ่งมั่น ไหลเวียนไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่
ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจของเขาเริ่มประสานกับจังหวะการเต้นของความร้อนในอก อุณหภูมิในร่างกายที่เคยเย็นเยียบเริ่มพุ่งสูงขึ้น แม้จะยังไม่กลับไปเป็นเตาปฏิกรณ์ระดับควอนตัมอย่างที่เคยเป็น แต่มันก็มากพอที่จะสร้างไอร้อนบางๆ คลุมรอบกำปั้นทั้งสองข้างของเขา การตัดสินใจที่รวดเร็วและการไม่ยอมจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดของราศีเมษ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ฟื้นฟูพลังงานไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องสะท้อนมาจากซากวิหารเบื้องหน้า
เงาดำสามร่างปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันแห่งความว่างเปล่า พวกมันคือ ตุลาการดารา ทั้งสามคนที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกับเขา ทว่าสภาพของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดมนุษย์ ผิวหนังกลายเป็นเปลือกแข็งสีม่วงเข้มที่สลักลวดลายของ Void Core ใบหน้าของพวกเขาไม่มีดวงตาหรือจมูก มีเพียงรอยแยกที่เปล่งแสงสีม่วงชั่วร้ายออกมา พวกเขาถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์และกลายเป็น "อัศวินแห่งความว่างเปล่า" (Void Knights) หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ
"ผู้บุกรุก... พลังงาน... เชื้อเพลิง... ต้องกำจัด..." เสียงแหบพร่าที่ฟังดูคล้ายเสียงสะท้อนจากก้นเหวดังออกมาจากร่างของพวกมันพร้อมกัน
พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง อัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวแรกพุ่งเข้าหาอารันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนเป็นมนุษย์หลายเท่า ดาบเล่มใหญ่ที่สร้างจากสสารมืดถูกเงื้อขึ้นและฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของอารันให้ขาดเป็นสองท่อน
ทว่า อารันผู้ซึ่งไร้อาวุธ กลับไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!
ความเป็นผู้นำทัพสายลุยไม่เคยสอนให้เขารอรับการโจมตี ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบแห่งความว่างเปล่าจะสัมผัสตัว เขาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่เข่าของศัตรูอย่างแรงจนมันเสียหลัก จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไปรวมไว้ที่หมัดขวา!
"ไฟแค่นี้ก็พอจะเผาพวกสวะอย่างแกแล้ว!"
อารันกระแทกหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงเข้าที่กลางอกของอัศวินแห่งความว่างเปล่าอย่างจัง
เปรี้ยง!!
แม้พลังของเขาจะลดลง แต่มวลความร้อนที่ถูกบีบอัดในระยะประชิดก็ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อม เปลือกแข็งสีม่วงดำแตกร้าว พลังงานความร้อนพุ่งทะลวงเข้าไปเผาผลาญสสารมืดภายใน ร่างของอัศวินตัวแรกกระเด็นถอยหลังไปชนเสาหินออบซิเดียนจนหักโค่น แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น อัศวินอีกสองตัวพุ่งเข้ามาขนาบข้างพร้อมกัน คลื่นความเย็นยะเยือกของมิติว่างเปล่าพุ่งเข้ามากดดันจนเปลวไฟที่กำปั้นของอารันแทบจะดับวูบ
อารันกัดฟันแน่น เขาต้องคิดให้เร็วกว่านี้ เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับมอนสเตอร์ระดับนี้เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาพลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดไขว้กันเป็นรูปกากบาท ก่อนจะคว้าเศษหินแหลมคมที่กระเด็นอยู่บนพื้นขึ้นมา บีบอัดความร้อนลงไปในก้อนหินนั้นจนมันกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเหล็กที่เพิ่งออกจากเตาหลอม แล้วปาเข้าใส่รอยแยกบนใบหน้าของอัศวินตัวที่สองอย่างแม่นยำ
ฉึก! ก๊าซซซซ!!
มอนสเตอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลวงเข้าไปในสมองประดิษฐ์ของมัน อารันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาใช้ร่างของอัศวินตัวที่สองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ พลังงานธาตุไฟที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนแห่งการเอาชีวิตรอดเริ่มลุกโชนขึ้นอีกระดับ เตาปฏิกรณ์ในอกของเขาส่งเสียงครางฮึ่มราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังถูกเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่
"แกคิดว่าความมืดของที่นี่จะดับไฟข้าได้งั้นเหรอ?" อารันตะโกนลั่นขณะลอยอยู่เหนือหัวอัศวินตัวสุดท้าย "ผิดแล้ว! ความมืดต่างหากที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟของข้าสว่างไสวที่สุด!"
เขาทิ้งตัวลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่ส้นเท้า ฟาดฟาดลงกลางกระหม่อมของอัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวสุดท้าย แรงปะทะรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองสีม่วงดำลอยคลุ้งไปในอากาศ
อารันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบจะถึงขีดจำกัด แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาทำสำเร็จ เขาสามารถเอาชีวิตรอดในสภาพที่แทบจะไร้พลังได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ละอองสีม่วงดำที่เกิดจากการตายของอัศวินทั้งสาม กลับไม่ได้สลายหายไป มันเริ่มหมุนวนและพุ่งเข้าหาตัวอารันอย่างรวดเร็ว!
"อะไรกันอีเนี่ย!" อารันพยายามจะปัดป้อง แต่มันสายเกินไป ละอองความว่างเปล่าซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง
ทว่า แทนที่มันจะกัดกินร่างกายเขาอย่างที่ตุลาการดาราโดน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอกของอารันกลับตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไป พลังงานแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในแกนกลางของเตาเพลิง ถูกหลอมละลาย ย่อยสลาย และแปรเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิงบริสุทธิ์" พลังงานมหาศาลไหลทะลักกลับเข้ามาในเส้นเลือดของอารัน เปลวไฟที่เคยเป็นสีส้มแดง บัดนี้ถูกเคลือบด้วยประกายสีม่วงเข้ม มันคือพลังงานผสมผสานที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม!
"นี่มัน... ฮ่าๆๆ! ขอบใจสำหรับเสบียงเว้ย สภาเวทมนตร์!" อารันหัวเราะร่วน เขารู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นจนแทบจะระเบิดออกมา การพลิกวิกฤตให้เป็นพลังคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของผู้นำสายลุย
เมื่อพลังฟื้นคืน อารันก็พร้อมที่จะสำรวจนรกขุมนี้ต่อ เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปูด้วยซากปรักหักพัง มุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังยอดเขาออบซิเดียนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิติ ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่พลังของ Void Core ธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด
เมื่ออารันก้าวพ้นโขดหินก้อนสุดท้ายและไปถึงจุดสูงสุด ภาพเบื้องล่างและเบื้องหน้าทำเอาดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที
เบื้องล่างอีกฝั่งของภูเขา คือหุบเหวขนาดมโหฬารที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ภายในหุบเหวนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเรียงรายไปด้วย "รังไหม" สีม่วงดำนับล้านๆ ใบ! ภายในรังไหมแต่ละใบคือมอนสเตอร์โกเลมและอัศวินแห่งความว่างเปล่าที่กำลังหลับใหล รอคอยการตื่นขึ้น นี่คือกองทัพแห่งการทำลายล้างที่สภาเวทมนตร์แอบซ่อนไว้เตรียมเพื่อทำสงครามล้างบางผู้ต่อต้านทั้งหมด!
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอารันเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่กองทัพนับล้าน... แต่เป็นบัลลังก์ศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวนั้น บนบัลลังก์ มีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสวมชุดเกราะที่เหมือนกับของอารันทุกประการ ถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีความร้อนจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว
และเมื่อร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารัน นัยน์ตาสีเพลิงคู่เบื้องหน้าก็คือดวงตาของเขาเอง... ทว่ามันเป็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและการทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัด
"มาช้าจังเลยนะ... ตัวข้าอีกคน" เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนกับเสียงของอารันราวกับฝาแฝด ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 3
ตอนที่ 3: แดนเนรเทศสีเลือด และเปลวเพลิงที่ปฏิเสธความตาย
ความรู้สึกแรกหลังจากแสงสว่างวาบกลืนกินทุกสิ่ง คือความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของหิมะหรือน้ำแข็งตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวเหน็บของ "ความว่างเปล่า" ที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งกาลเวลา และไร้ซึ่งความหวัง
อารัน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าของเขาพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นท้องฟ้าที่ไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอย่างที่คุ้นเคย แต่มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกข้นคลั่ก ไร้ซึ่งดวงดาวหรือดวงอาทิตย์ มีเพียงปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้าที่ดูคล้ายกับวงแหวนสีเพลิงขนาดมหึมา ซึ่งมีลำแสงสีแดงเข้มพุ่งเฉียงขึ้นไปทางขวาบน (สัญลักษณ์ ♂ ของดาวอังคาร) ส่องแสงริบหรี่ราวกับกำลังเย้ยหยันผู้ที่ตกลงมาสู่ห้วงเหวแห่งนี้
ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เกราะรูปเขาแกะที่ไหล่ของเขาแตกร้าว ดาบศิลาลาวาคู่กายแหลกสลายไปในแรงระเบิด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้และบาดแผลจากการฝืนรีดเร้นพลังงานเตาปฏิกรณ์ในตัวจนเกินขีดจำกัด เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิเพื่อสำรวจกระแสเวทมนตร์ในร่างกาย เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตระหนก... "เตาปฏิกรณ์เวทมนตร์" ที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในอกของเขา บัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟก้อนเล็กๆ ที่ริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด
สภาพแวดล้อมรอบกายคือดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเสาหินออบซิเดียนสีดำขลับที่พุ่งทะลุทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ซากปรักหักพังของวิหารโบราณกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบัลลังก์หินที่แตกสลายเหล่านั้น ถูกสลักลวดลายหัวของแกะภูเขาที่ดุดัน (สัญลักษณ์ของไพ่ The Emperor และราศีเมษ) ซ่อนอยู่ตามหัวเสาและฐานราก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ก่อนที่จะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์
"ที่นี่มัน... มิติเบื้องหลังรอยแยกงั้นรึ..." อารันพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและกลืนหายไปในความเงียบสงัด
สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่น่าสิ้นหวังที่สุด การติดอยู่ในมิติปิดตาย ไร้ทางออก ไร้พลัง และไร้ซึ่งอาวุธ แต่สำหรับชายผู้มีสายเลือดแห่งจอมทัพผู้ริเริ่มอย่างอารัน คำว่า "จุดจบ" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา สถานการณ์ที่เลวร้ายขีดสุดเช่นนี้ ไม่ใช่หลุมพรางที่จะฝังเขาให้ตายทั้งเป็น แต่มันคือ "บททดสอบแห่งมหึมา" (Epic Trial) ที่จักรวาลส่งมาเพื่อทุบตีและหล่อหลอมเหล็กกล้าในตัวเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
"สภาเวทมนตร์คิดจะใช้ข้าเป็นแบตเตอรี่เพื่อเปิดประตูมิตินี้สินะ..." อารันแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นยืนบนขาทั้งสองข้าง แม้กล้ามเนื้อจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด "พวกมันคิดผิดแล้วที่ส่งความตายมาให้ข้า เพราะข้าคือคนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าความตายหน้าตาเป็นยังไง!"
อารันหลับตาลง ดึงสติและสมาธิทั้งหมดกลับมาที่แกนกลางของร่างกาย แม้เตาปฏิกรณ์จะเหลือเพียงถ่านแดงๆ แต่ไฟก็คือไฟ ตราบใดที่ยังมีประกาย มันย่อมสามารถลุกลามเป็นมหัคฆีภัยได้เสมอ เขาเริ่มใช้ความตั้งใจอันแรงกล้า บังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดที่ผสมผสานกับความมุ่งมั่น ไหลเวียนไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่
ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจของเขาเริ่มประสานกับจังหวะการเต้นของความร้อนในอก อุณหภูมิในร่างกายที่เคยเย็นเยียบเริ่มพุ่งสูงขึ้น แม้จะยังไม่กลับไปเป็นเตาปฏิกรณ์ระดับควอนตัมอย่างที่เคยเป็น แต่มันก็มากพอที่จะสร้างไอร้อนบางๆ คลุมรอบกำปั้นทั้งสองข้างของเขา การตัดสินใจที่รวดเร็วและการไม่ยอมจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดของราศีเมษ
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ฟื้นฟูพลังงานไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องสะท้อนมาจากซากวิหารเบื้องหน้า
เงาดำสามร่างปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันแห่งความว่างเปล่า พวกมันคือ ตุลาการดารา ทั้งสามคนที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกับเขา ทว่าสภาพของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดมนุษย์ ผิวหนังกลายเป็นเปลือกแข็งสีม่วงเข้มที่สลักลวดลายของ Void Core ใบหน้าของพวกเขาไม่มีดวงตาหรือจมูก มีเพียงรอยแยกที่เปล่งแสงสีม่วงชั่วร้ายออกมา พวกเขาถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์และกลายเป็น "อัศวินแห่งความว่างเปล่า" (Void Knights) หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ
"ผู้บุกรุก... พลังงาน... เชื้อเพลิง... ต้องกำจัด..." เสียงแหบพร่าที่ฟังดูคล้ายเสียงสะท้อนจากก้นเหวดังออกมาจากร่างของพวกมันพร้อมกัน
พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง อัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวแรกพุ่งเข้าหาอารันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนเป็นมนุษย์หลายเท่า ดาบเล่มใหญ่ที่สร้างจากสสารมืดถูกเงื้อขึ้นและฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของอารันให้ขาดเป็นสองท่อน
ทว่า อารันผู้ซึ่งไร้อาวุธ กลับไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!
ความเป็นผู้นำทัพสายลุยไม่เคยสอนให้เขารอรับการโจมตี ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบแห่งความว่างเปล่าจะสัมผัสตัว เขาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่เข่าของศัตรูอย่างแรงจนมันเสียหลัก จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไปรวมไว้ที่หมัดขวา!
"ไฟแค่นี้ก็พอจะเผาพวกสวะอย่างแกแล้ว!"
อารันกระแทกหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงเข้าที่กลางอกของอัศวินแห่งความว่างเปล่าอย่างจัง
เปรี้ยง!!
แม้พลังของเขาจะลดลง แต่มวลความร้อนที่ถูกบีบอัดในระยะประชิดก็ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อม เปลือกแข็งสีม่วงดำแตกร้าว พลังงานความร้อนพุ่งทะลวงเข้าไปเผาผลาญสสารมืดภายใน ร่างของอัศวินตัวแรกกระเด็นถอยหลังไปชนเสาหินออบซิเดียนจนหักโค่น แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น อัศวินอีกสองตัวพุ่งเข้ามาขนาบข้างพร้อมกัน คลื่นความเย็นยะเยือกของมิติว่างเปล่าพุ่งเข้ามากดดันจนเปลวไฟที่กำปั้นของอารันแทบจะดับวูบ
อารันกัดฟันแน่น เขาต้องคิดให้เร็วกว่านี้ เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับมอนสเตอร์ระดับนี้เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาพลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดไขว้กันเป็นรูปกากบาท ก่อนจะคว้าเศษหินแหลมคมที่กระเด็นอยู่บนพื้นขึ้นมา บีบอัดความร้อนลงไปในก้อนหินนั้นจนมันกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเหล็กที่เพิ่งออกจากเตาหลอม แล้วปาเข้าใส่รอยแยกบนใบหน้าของอัศวินตัวที่สองอย่างแม่นยำ
ฉึก! ก๊าซซซซ!!
มอนสเตอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลวงเข้าไปในสมองประดิษฐ์ของมัน อารันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาใช้ร่างของอัศวินตัวที่สองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ พลังงานธาตุไฟที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนแห่งการเอาชีวิตรอดเริ่มลุกโชนขึ้นอีกระดับ เตาปฏิกรณ์ในอกของเขาส่งเสียงครางฮึ่มราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังถูกเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่
"แกคิดว่าความมืดของที่นี่จะดับไฟข้าได้งั้นเหรอ?" อารันตะโกนลั่นขณะลอยอยู่เหนือหัวอัศวินตัวสุดท้าย "ผิดแล้ว! ความมืดต่างหากที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟของข้าสว่างไสวที่สุด!"
เขาทิ้งตัวลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่ส้นเท้า ฟาดฟาดลงกลางกระหม่อมของอัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวสุดท้าย แรงปะทะรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองสีม่วงดำลอยคลุ้งไปในอากาศ
อารันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบจะถึงขีดจำกัด แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาทำสำเร็จ เขาสามารถเอาชีวิตรอดในสภาพที่แทบจะไร้พลังได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ละอองสีม่วงดำที่เกิดจากการตายของอัศวินทั้งสาม กลับไม่ได้สลายหายไป มันเริ่มหมุนวนและพุ่งเข้าหาตัวอารันอย่างรวดเร็ว!
"อะไรกันอีเนี่ย!" อารันพยายามจะปัดป้อง แต่มันสายเกินไป ละอองความว่างเปล่าซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง
ทว่า แทนที่มันจะกัดกินร่างกายเขาอย่างที่ตุลาการดาราโดน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอกของอารันกลับตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไป พลังงานแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในแกนกลางของเตาเพลิง ถูกหลอมละลาย ย่อยสลาย และแปรเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิงบริสุทธิ์" พลังงานมหาศาลไหลทะลักกลับเข้ามาในเส้นเลือดของอารัน เปลวไฟที่เคยเป็นสีส้มแดง บัดนี้ถูกเคลือบด้วยประกายสีม่วงเข้ม มันคือพลังงานผสมผสานที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม!
"นี่มัน... ฮ่าๆๆ! ขอบใจสำหรับเสบียงเว้ย สภาเวทมนตร์!" อารันหัวเราะร่วน เขารู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นจนแทบจะระเบิดออกมา การพลิกวิกฤตให้เป็นพลังคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของผู้นำสายลุย
เมื่อพลังฟื้นคืน อารันก็พร้อมที่จะสำรวจนรกขุมนี้ต่อ เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปูด้วยซากปรักหักพัง มุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังยอดเขาออบซิเดียนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิติ ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่พลังของ Void Core ธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด
เมื่ออารันก้าวพ้นโขดหินก้อนสุดท้ายและไปถึงจุดสูงสุด ภาพเบื้องล่างและเบื้องหน้าทำเอาดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที
เบื้องล่างอีกฝั่งของภูเขา คือหุบเหวขนาดมโหฬารที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ภายในหุบเหวนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเรียงรายไปด้วย "รังไหม" สีม่วงดำนับล้านๆ ใบ! ภายในรังไหมแต่ละใบคือมอนสเตอร์โกเลมและอัศวินแห่งความว่างเปล่าที่กำลังหลับใหล รอคอยการตื่นขึ้น นี่คือกองทัพแห่งการทำลายล้างที่สภาเวทมนตร์แอบซ่อนไว้เตรียมเพื่อทำสงครามล้างบางผู้ต่อต้านทั้งหมด!
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอารันเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่กองทัพนับล้าน... แต่เป็นบัลลังก์ศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวนั้น บนบัลลังก์ มีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสวมชุดเกราะที่เหมือนกับของอารันทุกประการ ถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีความร้อนจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว
และเมื่อร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารัน นัยน์ตาสีเพลิงคู่เบื้องหน้าก็คือดวงตาของเขาเอง... ทว่ามันเป็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและการทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัด
"มาช้าจังเลยนะ... ตัวข้าอีกคน" เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนกับเสียงของอารันราวกับฝาแฝด ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
0 Comments
0 Shares
101 Views