ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 2

ตอนที่ 2: รอยร้าวในศรัทธา และคำพิพากษาของคนขลาด

ความร้อนจากเปลวเพลิงของ อารัน ยังคงแผ่ซ่านอยู่บนพื้นดินที่กลายเป็นลาวาหลอมเหลว แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกคือ "ความเงียบ" หลังจากที่ความจริงถูกเปิดโปง วัตถุทรงกลมสีม่วงดำที่สลักตราประทับของสภาเวทมนตร์ระดับสูงยังคงลอยเด่นอยู่เหนือซากศพของมอนสเตอร์โกเลม มันแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการบิดเบือนมิติออกมาอย่างเด่นชัด

นายพลลูเซียส ใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับชุดเกราะเงินของเขา มือที่ถือดาบสั่นเทาไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความลับนี้รั่วไหลออกไป

"นั่นมัน... ของปลอม! เจ้าพวกนอกคอก เจ้าใช้เวทมนตร์ลวงตาเพื่อใส่ร้ายสภาเวทมนตร์!" ลูเซียสตวาดเสียงหลง พยายามกู้คืนอำนาจที่กำลังหลุดลอย "ทหาร! ล้อมพวกมันไว้! ใครที่เห็นสิ่งนี้ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกบฏ สังหารพวกมันให้หมด!"

เหล่าทหารกองทัพหลวงชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองหน้ากันด้วยความลังเล สายตาของพวกเขาเพิ่งจะเห็นอารันพุ่งเข้าแลกชีวิตเพื่อช่วยพวกเขาไว้ แต่คำสั่งจากเบื้องบนคือประกาศิตที่ขัดขืนไม่ได้ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน ยกเว้นคนเดียว... อารัน

"กบฏงั้นเหรอ?" อารันพึมพำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนอากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง "เจ้าเรียกคนที่กู้ชีพทหารของเจ้าว่ากบฏ แต่เรียกคนที่สร้างสัตว์ประหลาดมาฆ่าพวกเดียวกันเองว่าผู้ทรงเกียรติงั้นหรือ?"

อารันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้ไว้บนพื้นหิน จิตวิญญาณแห่งธาตุไฟในตัวเขาเริ่มขยายตัว พลังงานที่อัดแน่นราวกับ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ภายในอกเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเสี้ยววินาที เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบที่เน่าเฟะนี้อีกต่อไป

"ท่านอารัน พวกทหารหลวงเริ่มล้อมเข้ามาแล้วครับ" คาเอล กระซิบพลางกระชับมีดสั้นในมือ "เราควรจะฝ่าวงล้อมออกไป หรือว่าจะ..."

"ไม่ต้องถอย" อารันตัดบทสั้นๆ "ผู้นำที่แท้จริงไม่เคยถอยหนีจากความจริง และกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพจะไม่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหมือนพวกขี้ขลาดในสภา"

ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากฟากฟ้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ พวกเขาลอยลงมาจากอากาศอย่างสง่างาม ท่ามกลางวงล้อมของทหาร เสียงฮัมของพลังเวทมนตร์ระดับสูงดังก้องไปทั่วหุบเขา นี่คือ "หน่วยตุลาการดารา" (Celestial Arbiters) มือสังหารระดับพระกาฬที่ขึ้นตรงต่อสภาเวทมนตร์ระดับสูงเท่านั้น

"อารัน ผู้บัญชาการกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" หนึ่งในตุลาการเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าครอบครองสิ่งของต้องห้ามและสร้างความวุ่นวายในสมรภูมิหลวง ฐานความผิดของเจ้าคือประทุษร้ายต่อความมั่นคงของอาณาจักร จงดับเปลวไฟของเจ้าและยอมรับพันธนาการแต่โดยดี มิเช่นนั้นหุบเขาแห่งนี้จะเป็นสุสานของเจ้าและพรรคพวก"

อารันหัวเราะลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและท้าทาย "คำตัดสินถูกเขียนไว้ก่อนที่ข้าจะลงมือด้วยซ้ำ พวกเจ้ากลัววิสัยทัศน์ของข้า กลัวพลังที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้ เลยต้องรีบกำจัดข้าทิ้งก่อนที่ความจริงจะถูกเผาไหม้ไปถึงยอดหอคอยของพวกเจ้าใช่ไหม?"

"โอหังนัก!" ตุลาการดาราชูไม้เท้าขึ้น ทันใดนั้นโซ่ตรวนแสงนับร้อยสายพุ่งออกมาจากอากาศธาตุ หมายจะพันธนาการร่างของอารันไว้

แต่อารันไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะมาล่าได้ง่ายๆ เขาหลับตาลงเพียงชั่วครู่ สัมผัสถึงแกนกลางพลังงานในร่างกาย จินตนาการถึงภาพ ดาวอังคาร ที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งการทำลายล้างและการสร้างใหม่ พลังงานธาตุไฟในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ผิวหนังของเขาเริ่มมีลวดลายสีส้มแดงเรืองแสงปรากฏขึ้นราวกับลาวาที่ไหลอยู่ใต้พื้นผิว

"จุดระเบิดขั้นที่ 1!"

ตูม!!

คลื่นความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของอารันในลักษณะทรงกลม ปะทะกับโซ่ตรวนแสงจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตุลาการทั้งสามถึงกับต้องถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง พลังนี้มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟทั่วไป แต่มันคือพลังงานดิบที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์

"นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย" อารันชูดาบยักษ์ขึ้นชี้หน้าตุลาการดารา "ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง แต่ข้ามาเพื่อปฏิวัติ ถ้าสภาของพวกเจ้ายึดติดกับกรอบความคิดเก่าๆ ที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าจะเป็นคนเผากรอบนั่นทิ้งเอง!"

"ฆ่ามัน! อย่าให้มันรวบรวมพลังได้มากกว่านี้!" นายพลลูเซียสสั่งการด้วยความลนลาน

สมรภูมิกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับสัตว์ประหลาด แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "กฎระเบียบที่เน่าเฟะ" กับ "ไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง" อารันพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารและตุลาการด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ทุกจังหวะการตัดสินใจของเขาฉับไวและแม่นยำ เขาไม่ได้แค่สู้เพื่อตัวเอง แต่เขากำลัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนของเขา

"ภาคีอัคคีเบิกทัพ! แสดงให้พวกเขารู้ว่าไฟที่แท้จริงไม่มีวันถูกขัง!" อารันตะโกนสั่งการขณะเหวี่ยงดาบยักษ์ฟาดฟันคลื่นพลังแสงของตุลาการดารา

คาเอลและสมาชิกกิลด์คนอื่นๆ พุ่งเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นผู้นำของพวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด พลังของพวกเขาเองก็พลอยลุกโชนขึ้นตามไปด้วย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด อารันใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ในตัวอย่างต่อเนื่อง พลิกแพลงสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสในการโจมตีเสมอ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อารันกำลังจะปลิดชีพตุลาการดาราคนหนึ่ง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ วัตถุทรงกลมสีม่วงดำ (Void Core) ที่ลอยอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันไม่ได้แค่ลอยอยู่เฉยๆ แต่มันกำลัง ดูดซับ พลังงานความโกรธและความตายจากสมรภูมิแห่งนี้เข้าไป

นี่มันกับดัก! อารันตระหนักได้ในทันที สภาเวทมนตร์ไม่ได้แค่ต้องการกำจัดเขา แต่พวกเขาต้องการ "พลังงาน" จากการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อกระตุ้นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และเลวร้ายกว่าเดิม

"ทุกคนถอยออกไป! มันไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุมแล้ว!" อารันตะโกนเตือน แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว

Void Core เริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหึมาสีม่วงเข้มที่อยู่ภายใน มันจับจ้องมาที่อารัน ราวกับว่าเขาคือ "เชื้อเพลิง" ชิ้นเอกที่มันเฝ้ารอมานาน พลังงานจากตัวอารันถูกดึงดูดเข้าหาวัตถุนั้นอย่างรุนแรงจนเขาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น

"ฮ่าๆๆ! อารัน... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพวกเรา!" ตุลาการดาราที่เหลืออยู่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ

อารันกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการถูกสูบพลังงานนั้นมหาศาล แต่ไฟในใจของเขายังไม่มอดดับ เขาคือราศีเมษ เขาคือจอมทัพที่เกิดมาเพื่อบุกเบิก แม้ในวินาทีที่ดูเหมือนสิ้นหวัง เขาก็ยังมองหาทางรอดที่เป็นไปไม่ได้

ถ้ามันต้องการพลังงานของข้า... ข้าก็จะให้มันจนมันแบกรับไม่ไหวเอง!

อารันตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเลิกต่อต้านการดูดพลังงาน แต่กลับ ปลดล็อกวาล์วทุกตัว ของเตาปฏิกรณ์ในร่างกาย เขาส่งพลังไฟทั้งหมดที่มี พุ่งตรงเข้าหา Void Core ด้วยความเร็วสูงสุด!

"อยากได้นักใช่ไหม... งั้นเอาไปให้หมดจักรวาลเลย!!"

แสงสีส้มแดงปะทะกับสีม่วงดำจนเกิดแรงระเบิดที่ทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ทุกสายตาพร่ามัวไปด้วยแสงสว่างเกินพิกัด และเมื่อแสงนั้นจางลง... ทั้งอารัน ตุลาการดารา และวัตถุประหลาดนั้น ก็หายวับไปจากสมรภูมิ ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของมิติที่ยังคงส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่าสยดสยอง
ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 2 ตอนที่ 2: รอยร้าวในศรัทธา และคำพิพากษาของคนขลาด ความร้อนจากเปลวเพลิงของ อารัน ยังคงแผ่ซ่านอยู่บนพื้นดินที่กลายเป็นลาวาหลอมเหลว แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกคือ "ความเงียบ" หลังจากที่ความจริงถูกเปิดโปง วัตถุทรงกลมสีม่วงดำที่สลักตราประทับของสภาเวทมนตร์ระดับสูงยังคงลอยเด่นอยู่เหนือซากศพของมอนสเตอร์โกเลม มันแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการบิดเบือนมิติออกมาอย่างเด่นชัด นายพลลูเซียส ใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับชุดเกราะเงินของเขา มือที่ถือดาบสั่นเทาไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความลับนี้รั่วไหลออกไป "นั่นมัน... ของปลอม! เจ้าพวกนอกคอก เจ้าใช้เวทมนตร์ลวงตาเพื่อใส่ร้ายสภาเวทมนตร์!" ลูเซียสตวาดเสียงหลง พยายามกู้คืนอำนาจที่กำลังหลุดลอย "ทหาร! ล้อมพวกมันไว้! ใครที่เห็นสิ่งนี้ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกบฏ สังหารพวกมันให้หมด!" เหล่าทหารกองทัพหลวงชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองหน้ากันด้วยความลังเล สายตาของพวกเขาเพิ่งจะเห็นอารันพุ่งเข้าแลกชีวิตเพื่อช่วยพวกเขาไว้ แต่คำสั่งจากเบื้องบนคือประกาศิตที่ขัดขืนไม่ได้ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน ยกเว้นคนเดียว... อารัน "กบฏงั้นเหรอ?" อารันพึมพำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนอากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง "เจ้าเรียกคนที่กู้ชีพทหารของเจ้าว่ากบฏ แต่เรียกคนที่สร้างสัตว์ประหลาดมาฆ่าพวกเดียวกันเองว่าผู้ทรงเกียรติงั้นหรือ?" อารันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้ไว้บนพื้นหิน จิตวิญญาณแห่งธาตุไฟในตัวเขาเริ่มขยายตัว พลังงานที่อัดแน่นราวกับ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ภายในอกเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเสี้ยววินาที เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบที่เน่าเฟะนี้อีกต่อไป "ท่านอารัน พวกทหารหลวงเริ่มล้อมเข้ามาแล้วครับ" คาเอล กระซิบพลางกระชับมีดสั้นในมือ "เราควรจะฝ่าวงล้อมออกไป หรือว่าจะ..." "ไม่ต้องถอย" อารันตัดบทสั้นๆ "ผู้นำที่แท้จริงไม่เคยถอยหนีจากความจริง และกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพจะไม่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหมือนพวกขี้ขลาดในสภา" ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากฟากฟ้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ พวกเขาลอยลงมาจากอากาศอย่างสง่างาม ท่ามกลางวงล้อมของทหาร เสียงฮัมของพลังเวทมนตร์ระดับสูงดังก้องไปทั่วหุบเขา นี่คือ "หน่วยตุลาการดารา" (Celestial Arbiters) มือสังหารระดับพระกาฬที่ขึ้นตรงต่อสภาเวทมนตร์ระดับสูงเท่านั้น "อารัน ผู้บัญชาการกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" หนึ่งในตุลาการเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าครอบครองสิ่งของต้องห้ามและสร้างความวุ่นวายในสมรภูมิหลวง ฐานความผิดของเจ้าคือประทุษร้ายต่อความมั่นคงของอาณาจักร จงดับเปลวไฟของเจ้าและยอมรับพันธนาการแต่โดยดี มิเช่นนั้นหุบเขาแห่งนี้จะเป็นสุสานของเจ้าและพรรคพวก" อารันหัวเราะลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและท้าทาย "คำตัดสินถูกเขียนไว้ก่อนที่ข้าจะลงมือด้วยซ้ำ พวกเจ้ากลัววิสัยทัศน์ของข้า กลัวพลังที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้ เลยต้องรีบกำจัดข้าทิ้งก่อนที่ความจริงจะถูกเผาไหม้ไปถึงยอดหอคอยของพวกเจ้าใช่ไหม?" "โอหังนัก!" ตุลาการดาราชูไม้เท้าขึ้น ทันใดนั้นโซ่ตรวนแสงนับร้อยสายพุ่งออกมาจากอากาศธาตุ หมายจะพันธนาการร่างของอารันไว้ แต่อารันไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะมาล่าได้ง่ายๆ เขาหลับตาลงเพียงชั่วครู่ สัมผัสถึงแกนกลางพลังงานในร่างกาย จินตนาการถึงภาพ ดาวอังคาร ที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งการทำลายล้างและการสร้างใหม่ พลังงานธาตุไฟในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ผิวหนังของเขาเริ่มมีลวดลายสีส้มแดงเรืองแสงปรากฏขึ้นราวกับลาวาที่ไหลอยู่ใต้พื้นผิว "จุดระเบิดขั้นที่ 1!" ตูม!! คลื่นความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของอารันในลักษณะทรงกลม ปะทะกับโซ่ตรวนแสงจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตุลาการทั้งสามถึงกับต้องถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง พลังนี้มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟทั่วไป แต่มันคือพลังงานดิบที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ "นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย" อารันชูดาบยักษ์ขึ้นชี้หน้าตุลาการดารา "ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง แต่ข้ามาเพื่อปฏิวัติ ถ้าสภาของพวกเจ้ายึดติดกับกรอบความคิดเก่าๆ ที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าจะเป็นคนเผากรอบนั่นทิ้งเอง!" "ฆ่ามัน! อย่าให้มันรวบรวมพลังได้มากกว่านี้!" นายพลลูเซียสสั่งการด้วยความลนลาน สมรภูมิกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับสัตว์ประหลาด แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "กฎระเบียบที่เน่าเฟะ" กับ "ไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง" อารันพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารและตุลาการด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ทุกจังหวะการตัดสินใจของเขาฉับไวและแม่นยำ เขาไม่ได้แค่สู้เพื่อตัวเอง แต่เขากำลัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนของเขา "ภาคีอัคคีเบิกทัพ! แสดงให้พวกเขารู้ว่าไฟที่แท้จริงไม่มีวันถูกขัง!" อารันตะโกนสั่งการขณะเหวี่ยงดาบยักษ์ฟาดฟันคลื่นพลังแสงของตุลาการดารา คาเอลและสมาชิกกิลด์คนอื่นๆ พุ่งเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นผู้นำของพวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด พลังของพวกเขาเองก็พลอยลุกโชนขึ้นตามไปด้วย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด อารันใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ในตัวอย่างต่อเนื่อง พลิกแพลงสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสในการโจมตีเสมอ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อารันกำลังจะปลิดชีพตุลาการดาราคนหนึ่ง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ วัตถุทรงกลมสีม่วงดำ (Void Core) ที่ลอยอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันไม่ได้แค่ลอยอยู่เฉยๆ แต่มันกำลัง ดูดซับ พลังงานความโกรธและความตายจากสมรภูมิแห่งนี้เข้าไป นี่มันกับดัก! อารันตระหนักได้ในทันที สภาเวทมนตร์ไม่ได้แค่ต้องการกำจัดเขา แต่พวกเขาต้องการ "พลังงาน" จากการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อกระตุ้นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และเลวร้ายกว่าเดิม "ทุกคนถอยออกไป! มันไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุมแล้ว!" อารันตะโกนเตือน แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว Void Core เริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหึมาสีม่วงเข้มที่อยู่ภายใน มันจับจ้องมาที่อารัน ราวกับว่าเขาคือ "เชื้อเพลิง" ชิ้นเอกที่มันเฝ้ารอมานาน พลังงานจากตัวอารันถูกดึงดูดเข้าหาวัตถุนั้นอย่างรุนแรงจนเขาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น "ฮ่าๆๆ! อารัน... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพวกเรา!" ตุลาการดาราที่เหลืออยู่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ อารันกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการถูกสูบพลังงานนั้นมหาศาล แต่ไฟในใจของเขายังไม่มอดดับ เขาคือราศีเมษ เขาคือจอมทัพที่เกิดมาเพื่อบุกเบิก แม้ในวินาทีที่ดูเหมือนสิ้นหวัง เขาก็ยังมองหาทางรอดที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ามันต้องการพลังงานของข้า... ข้าก็จะให้มันจนมันแบกรับไม่ไหวเอง! อารันตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเลิกต่อต้านการดูดพลังงาน แต่กลับ ปลดล็อกวาล์วทุกตัว ของเตาปฏิกรณ์ในร่างกาย เขาส่งพลังไฟทั้งหมดที่มี พุ่งตรงเข้าหา Void Core ด้วยความเร็วสูงสุด! "อยากได้นักใช่ไหม... งั้นเอาไปให้หมดจักรวาลเลย!!" แสงสีส้มแดงปะทะกับสีม่วงดำจนเกิดแรงระเบิดที่ทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ทุกสายตาพร่ามัวไปด้วยแสงสว่างเกินพิกัด และเมื่อแสงนั้นจางลง... ทั้งอารัน ตุลาการดารา และวัตถุประหลาดนั้น ก็หายวับไปจากสมรภูมิ ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของมิติที่ยังคงส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่าสยดสยอง
0 Comments 0 Shares 105 Views