ราศีธนู แสงสว่างในดงความพินาศ ศิลปะการรับมือกับปัญหาที่คนธรรมดาต้องอึ้ง
กราบสวัสดีมิตรรักแฟนนักอ่านและท่านผู้มีอุปการคุณทุกท่าน วันนี้กระผมจะขอพาทุกท่านหลีกหนีจากความมืดหม่นของปัญหาชีวิต แล้วก้าวเข้าสู่ดินแดนที่เต็มไปด้วยแสงสว่างเรืองรอง เป็นพรมแดนแห่งการมองโลกในมุมมองที่บิดเบี้ยวแต่กลับสวยงามอย่างน่าประหลาดใจ ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจฝืดเคือง และผู้คนพร้อมจะสาดอารมณ์ขุ่นมัวใส่กันตลอดเวลา การหาใครสักคนที่สามารถยืนยิ้มรับความพินาศของชีวิตได้อย่างหน้าตาเฉยนั้น ถือเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่งกว่าการงมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
แต่เชื่อหรือไม่ครับท่านผู้อ่าน ท่ามกลางหมู่มวลมนุษยชาติที่กำลังเดินก้มหน้าถอนหายใจทิ้งไปวันๆ ยังมีสิ่งที่ถูกสวรรค์ประทานพรมาให้มีกระบวนการทางความคิดที่เหนือชั้น พวกเขาคือยอดมนุษย์ผู้มีทักษะในการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส พลิกความพินาศให้เป็นความฮา สามารถค้นหาข้อดีที่ซ่อนอยู่ในกองเถ้าถ่านแห่งความโชคร้ายได้อย่างแม่นยำ วันนี้กระผมขอเบิกตัวผู้ครอบครองมงกุฎแห่งการมองโลกในแง่ดีระดับจักรวาล นั่นก็คือ
ราศีธนู (16 ธ.ค. - 14 ม.ค.)
เมื่อกล่าวถึงบุคคลที่เกิดภายใต้ดวงดาวนี้ สิ่งแรกที่กระผมต้องขอคารวะเลยก็คือ พลังงานบวกที่แผ่ซ่านออกมาจากตัวประดุจออร่าของเทพบุตรและเทพธิดา ไม่ว่าสถานการณ์ตรงหน้าจะเลวร้าย ดำมืด หรือดูไร้ทางออกมากขนาดไหน สายตาอันเฉียบคมของคนกลุ่มนี้ก็มักจะมองข้ามความสูญเสีย แล้วพุ่งเป้าไปที่เศษซากของความโชคดีที่หลงเหลืออยู่เสมอ สมมติว่าโลกใบนี้กำลังจะแตกสลายในอีกห้านาทีข้างหน้า ในขณะที่คนอื่นกำลังร้องไห้ฟูมฟายกอดเสาบ้าน ร่ำลาญาติพี่น้อง หรือหยิบขนมขบเคี้ยวมากินประชดชีวิต ยอดมนุษย์ผู้นี้อาจจะกำลังยืนยิ้มรับลมแล้วบอกว่า ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องตื่นเช้าไปเผชิญรถติดเพื่อไปทำงานอีกต่อไป เป็นทัศนคติที่ชวนให้คนรอบข้างต้องหันมามองด้วยความฉงนสนเท่ห์ว่า ตกลงแล้วนี่คือความเข้มแข็งอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงกลไกการหลอกตัวเองขั้นสูงสุดกันแน่
ลองมาวิเคราะห์สถานการณ์จำลองกันดูสักนิดครับ
สมมติว่าวันหนึ่งความรักที่เคยหวานชื่นประดุจน้ำผึ้งเดือนห้า กลับต้องพังทลายลง อดีตหวานใจเดินมาบอกเลิกอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ต้องยืนเผชิญกับความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง ตามตำราของคนอกหักทั่วไป นี่คือช่วงเวลาแห่งการกักตัวอยู่ในห้องนอน เปิดเพลงเศร้าเคล้าน้ำตา ดื่มน้ำผลไม้สกัดเย็นรสเปรี้ยวจี๊ดเพื่อเรียกความสดชื่น หรือไม่ก็นั่งกินขนมกรุบกรอบรสชีสจนหมดไปเป็นสิบถุงเพื่อระบายความเครียด แต่สำหรับมนุษย์ผู้มีสายตาจับจ้องแต่ด้านสว่าง การเลิกราไม่ใช่จุดจบของโลกใบนี้ แต่มันคือการเปิดประตูบานใหม่สู่ความอิสระเสรีต่างหาก
หลังจากที่อดีตคนรักเดินหันหลังพ้นประตูบ้านไป แทนที่จะปล่อยโฮออกมา กลับลุกขึ้นมายืนเท้าสะเอว ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก แล้วเริ่มลิสต์รายการข้อดีของการเป็นโสดทันที ข้อแรกและเป็นข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จะไม่ต้องทนฝืนฉีกยิ้มและแกล้งส่งเสียงหัวเราะแห้งๆ ให้กับมุกตลกฝืดๆ ของอดีตคนรักอีกต่อไปแล้ว ลองนึกภาพตามนะครับน้องหนู การที่ต้องนั่งร่วมโต๊ะอาหารแล้วต้องคอยขำให้กับเรื่องเล่าที่ไม่มีความตลกเลยแม้แต่น้อย เพียงเพื่อรักษาน้ำใจและบรรยากาศอันดีงาม มันคือความทรมานทางจิตวิทยาอย่างแสนสาหัส เมื่อพันธนาการนั้นถูกปลดเปลื้องออก มันจึงเปรียบเสมือนการได้ยกภูเขาออกจากอก ได้กลับมาใช้ชีวิตในแบบที่เป็นตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ต้องทนฟังเรื่องเล่าที่น่าเบื่อ ไม่ต้องคอยเอาใจใครในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอีกต่อไป
กระบวนการคิดวิเคราะห์เพื่อหาข้อดีในเรื่องร้ายๆ เหล่านี้ ไม่ใช่การโลกสวยแบบไร้สติ หรือการทำตัวเป็นคนตาบอดที่มองไม่เห็นความจริง แต่ในทางจิตวิทยาแล้ว มันคือกลไกการป้องกันตัวและการปรับตัวขั้นสูงสุดของมนุษย์ เพื่อปกป้องจิตใจไม่ให้แตกสลายไปกับความผิดหวัง ในเมื่อเหตุการณ์เลวร้ายมันได้เกิดขึ้นไปแล้ว การเอาแต่นั่งตีอกชกหัวกล่าวโทษตัวเองหรือกล่าวโทษโชคชะตา ก็ไม่ได้ช่วยให้เศษกระจกที่แตกไปแล้วกลับมาประสานกันเป็นแผ่นเดิมได้ การเลือกที่จะมองหาแสงสว่างเล็กๆ ที่ปลายอุโมงค์ จึงเป็นวิธีเดียวที่จะช่วยหล่อเลี้ยงพลังใจให้สามารถก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง
ด้วยคุณสมบัติอันแสนวิเศษประการนี้เอง จึงทำให้บุคคลเหล่านี้กลายเป็นสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนควรมีไว้เคียงข้างกาย การมีมิตรสหายหรือคู่ชีวิตที่มีทัศนคติเช่นนี้ เปรียบเสมือนการมีเครื่องกรองอากาศทางอารมณ์ชั้นเลิศติดตั้งไว้ในบ้าน เมื่อใดก็ตามที่คุณพี่กำลังจมดิ่งลงสู่ความเศร้าหมอง รู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมาทับ เพียงแค่หันหน้าไปปรับทุกข์กับยอดมนุษย์กลุ่มนี้ พวกเขาจะไม่เพียงแค่รับฟัง แต่จะทำการชำแหละปัญหาของคุณพี่ แล้วสกัดเอาข้อดีที่ซ่อนอยู่ออกมานำเสนอในมุมมองที่คุณพี่เองก็คาดไม่ถึง เป็นการดึงสติสัมปชัญญะที่กำลังเตลิดเปิดเปิงให้กลับคืนมา พร้อมกับมอบรอยยิ้มและเสียงหัวเราะให้เป็นของแถม
ในวันที่ท้องฟ้ามืดมิดไร้แสงดาว การมีคนคอยบอกว่าความมืดนี้แหละที่จะทำให้เรามองเห็นแสงหิ่งห้อยได้ชัดเจนขึ้น มันคือความอบอุ่นที่ประเมินค่าไม่ได้เลยจริงๆ การยืนหยัดเผชิญหน้ากับความผันผวนของชีวิตด้วยรอยยิ้มและการมองโลกในแง่ดี คือศิลปะการใช้ชีวิตที่งดงามที่สุด แม้ว่าบางครั้งคนรอบข้างอาจจะมองด้วยความหมั่นไส้ว่า จะมาทำตัวร่าเริงตอนกี่โมงในเมื่อสถานการณ์มันแย่ขนาดนี้ แต่จงเชื่อเถอะครับว่า ลึกๆ แล้วทุกคนต่างก็แอบอิจฉาในความเข้มแข็งและความสามารถในการเยียวยาจิตใจตัวเองของคนกลุ่มนี้อยู่ไม่น้อย
ดังนั้น หากท่านผู้อ่านมีคนใกล้ตัวที่มีลักษณะนิสัยเช่นนี้ ขอให้จงหวงแหนและรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้ให้ดีที่สุด หมั่นเติมพลังใจให้พวกเขาด้วยการพากันไปกินของอร่อยๆ ซื้อขนมหวานหรือน้ำผลไม้เย็นๆ ไปฝากเป็นประจำ เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความวุ่นวายและพร้อมจะสูบพลังงานชีวิตของเราไปในทุกวินาที คนที่จะคอยเป็นแสงสว่างนำทางและเปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีได้นั้น มีจำนวนจำกัดจริงๆ ครับ
- จิตวิทยาความรัก
- นิสัยตามราศี
- โหราศาสตร์
- ฮวงจุ้ย
- ราศีมังกร (15 ม.ค. - 12 ก.พ.)
- ราศีกุมภ์ (13 ก.พ. - 14 มี.ค.)
- ราศีมีน (15 มี.ค. - 12 เม.ย.)
- ราศีเมษ (13 เม.ย. - 14 พ.ค.)
- ราศีพฤษภ (15 พ.ค. - 14 มิ.ย.)
- ราศีเมถุน (15 มิ.ย. - 14 ก.ค.)
- ราศีกรกฎ (15 ก.ค. - 15 ส.ค.)
- ราศีสิงห์ (16 ส.ค. - 16 ก.ย.)
- ราศีกันย์ (17 ส.ค. - 16 ต.ค.)
- ราศีตุลย์ (17 ต.ค. - 15 พ.ย.)
- ราศีพิจิก (16 พ.ย. - 15 ธ.ค.)
- ราศีธนู (16 ธ.ค. - 14 ม.ค.)